แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ MIS แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ MIS แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทฤษฎีต่างๆ หลังจบเรียนปริญญาโท

หัวข้อในทฤษฎีของ IT ที่ได้เรียนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นแนวคิดของอาจารย์ IT ต่างๆ ที่ได้ทำเทคโนโลยีและได้แสดงผลงานกันไว้ ซึ่งจะมีสัก 1 ใน 1000 จะนำไปเป็น Product แล้วจากนั้นจึงนำ Product มาศึกษาผลกระทบเป็นทฤษฎีกันต่อไปเรื่อยๆ และนำไปพัฒนาต่อ

สิ่งที่เจอจริงๆ ระหว่าง Product กับ Theory คือ บางครั้งการนำทฤษฎีจริงไปสร้าง Product นั้นเป็นไปไม่ได้ทั้งหมด บางทีมันอาจทำไม่ได้ตามจริงบนโลกความจริง หรือบางทีโลกความจริงก็มีขอบเขตในการทำทฤษฎีให้เป็นจริง

ซึ่งบางครั้ง เวลารับงานส่วนใหญ่ ที่กังวลกันมากที่สุด คือ ลูกค้าเก่งอ่านหนังสือหมดทุกเล่ม อ่านมากกว่าที่ปรึกษาอ่าน บางครั้งทำใ้ห้เราต้องตอบคำถามยากๆหรือ ที่ลูกค้าเข้าใจผิด นี้ก็เป็นปัญหาประจำที่เราต้องพร้อมรับมือ

ส่วนปัญหาอีกอย่างที่ได้พบกับคนเรียนจบใหม่ การทำงานและการเรียน บ้างครั้งไม่ได้มาด้วยกัน ซึ่งบ้างครั้งเราเลือกการศึกษาที่ไม่ตรงกับตลาดแรงงาน ออกมาแล้วอาจหางานลำบาก

ซึ่งกรณี ที่ผมอยากแนะนำ คือ ให้เลือกศึกษาโปรเจคจบตามนี้

เลือกทฤษฎี สิ่งที่เรียนมาตลอดช่วงมหาวิทยาลัย ERP CRM SCM BI Datawarehouse Network Databased Programming Secuity WebApp BPM Cloud Embeded Moblie Admin VM

เลือกเครื่องมือ เหมือนกับเลือกว่าจะไปทางไหน Cisco Oracel SAP Java Mircsoft IBM

เลือกหัวที่ตัวเองชอบ อันนี้อาจยากสุด การศึกษาไรสักอย่างในมหาวิทยาลัยผมก็ยังมองเห็นข้อจำกัดเยอะเหมือนกัน แต่เมื่อได้ 2 ข้อบนแล้ว ก็ควรพยายามหาให้ได้ครับ


อย่างน้อยก็รับประกันได้ระดับนึงว่า อาจจะหางานได้ง่ายขึ้นระดับนึง


นั้นละครับ คิดว่าที่ผมลองเสนอแนะ น่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ บ้างนะครับ

โชคดีครับ

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

BI: Business Intelligence

Business Intelligence หรือ BI ในการเรียกติดปากหลายๆคน นั้นเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้เพื่อทำการช่วยตัดสินใจในการทำธุรกิจ โดยมีคนให้ความเห็นเกี่ยวกับ BI Business Intelligence ไว้ดังนี้

"Business intelligence is a way of exploring data to improve business performance, whether to drive profitability or to manage costs.........the users discover new opportunities to leverage
information, and technology changes."(Howson,2006,3)

ซึ่ง Howson ได้บอกว่าเป็น Business Intelligence เป็นตัวใช้สำรวจข้อมูลเพื่อนำมาทำให้ประสิทธิภาพของการทำธุรกิจดีขึ้น โดยทำให้ต้นทุนการบริหารลดเพื่อนให้ได้กำไรเพิ่ม โดยการใช้ Business intelligence นั้นเพื่อค้นหาโอกาสที่ใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์

"Business intelligence may be defined as a set of mathematical models and analysis methodologies that exploit the available data to generate information and knowledge useful for complex decision-making processes." (Vercellis,2009,3)

โดย Vercellis ได้บอกความหมายของ Business intelligence ได้เห็นถึงการทำงานระบบ Business intelligence โดยกล่าวว่า เป็นกลุ่มของแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และวิธีการวิเคราะห์ซึ่งค้นหาความเป็นไปได้ของข้อมูลเพื่อที่จะนำมาเป้น สารนิเทศและความรู้ที่ใช้ในการตัดสินใจที่ยากได้



จากความเห็นเกี่ยวกันความหมายของ Business intelligence ที่ผมยกมาเห็นได้ว่าโดยส่วนใหญ่ ใช้ BI เพื่อการตัดสินใจเพื่อเพิ่มประสิทธภาพการทำธุรกิจ และหาโอกาสใหม่ๆ โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ช่วย

โดยวัถตุประสงค์ของการใช้ BI มีดังนี้ (Dr. Saadia Asif)

Converting Data Into Information เปลี่ยนข้อมูลดิบมาเป้นข้อมูลที่สามารถใช้งานได้
Making Better Decisions Faster ทำให้การตัดสินใจเร็วขึ้น
Rational Approach to Management ทำให้มีเหตุผลในการบริหาร


โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเทคโนโลยีประเภท OLAP, analytics, data mining, business performance management, benchmarking, text mining, และ predictive analytics (http://en.wikipedia.org/wiki/Business_intelligence) ซึ่งแต่ละเทคโนโลยีก็จัดเป็นหัวข้อทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจด้วยกันทั้งนั้น และยังมีส่วนอื่นๆ อีก ไว้โอกาสต่อไปเมื่อผมหาความรู้มาแล้วจะมาเขียนให้อ่านต่อนะครับ

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

สิ่งที่ระบบสารสนเทศให้ประโยชน์กับธุรกิจ IS for Business

การนำระบบสารสนเทศมาใช้ในองค์กรธุรกิจนั้น เป็นสิ่งที่เป็นเรื่องปกติในยุคปัจจุบัน แต่สิ่งที่เราควรนึกการนำระบบสารสนเทศมาใช้นั้นเพื่อตอบสนองการทำงานใดๆ ในธุรกิจ ซึ่งมีคนให้แนวคิดการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจดังนี้

Laudon&Laudon( 8, 2007 ) ได้บอกไว้ว่าวัตถุประสงค์ระบบสารสนเทศทำให้กับธุรกิจคือ

1. Operational Excellence การทำให้การทำงานประจำต่างๆสามารถทำได้ ระบบสารสนเทศนั้นเป็นเครื่องมือช่วยเหลือชนิดหนึ่งซึ่
ช่วยสนับสนุนการทำงานให้เป็นไปได้อย่างเรียบร้อย ไม่ติดขัด และปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้สะดวกมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งได้แก่ ระบบ ณ จุดขายต่างๆ เป็นต้น
2. New Product Service and Business Model ซึ่งรูปแบบการทำธุรกิจนั้นคือ การที่องค์กรจะ ผลิด ส่ง ขาย อย่างไร ในการสร้างรูปแบบการบริการหรือสินค้าใหม่ๆ ให้กับองค์กรนั้นสามารถทำได้โดยการนำ ระบบสารสนเทศมาใช้ เช่น การเข้ามาของ E-commer หรือ บริการด้านต่างๆผ่าน Intelnet เป็นต้น
3. Custom and Supplier Intimacy ทำให้มความใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่าง ลูกค้าหรือผู้ค้า กับองค์กรของเรามากขึ้น ซึ่งระบบพวกนี้อยู่ใน CRM SCM ที่ทำหน้าที่กระชับความสัมพันธืให้องค็กรมาต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง หรือ ลดค่าทำการคลาดให้กับองค์กร
4. Improved decision Making ช่วยการทำตัดสินใจทางธุรกิจให้ดีขึ้น ระบบเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่กับ BI DSS ที่ใช้ช่วยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ในรูปแบบต่างๆ และช่วยตัดสินใจ
5. Competitive Advantage ช่วยส่งเสริมการได้เปรียบในการแข่งขันในธุรกิจ อันนี้เป็นที่มาจาก Five force ซึ่งนิยมใช้อ้างอิงในการทำ ทฤษฎี MIS ต่างๆมาก ซึ่งจะอธิบายแยกออกมาอีกบทความที่หลัง
6. Survival เพื่อความอยุ่รอดในโลกธุรกิจในปัจจุบัน

O'Brien,Marakas (9,2006 )อันนี้มาหนังสืออีกเล่มซึ่งอธิบายไว้กระชับกว่าเล่มแรกคือ
1.Support Business Process รับรองการทำธุรกรรมทางธุรกิจต่างๆ ซึ่งเป้นทุกแผนกที่ใช้ระบบ IS เข้ามาช่วยเหลือ
2. Support Decision marking ช่วยทำการตัดสินใจทางธุรกิจให้ดีขึ้น
3. Support Competitive Adavantage เหมือนกันกับด้านบน เพื่อให้องค์กรเราสามารถแข่งขันได้เปรียบกับคู่แข่งมากขึ้น

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ธุรกิจนำIT หรือ ITนำธุรกิจ (2)

คนหลายคนอาจสงสัยคำถามนี้บ้าง

ส่วนใหญ่พวกที่จบมาจากสายตรงแนว IT มักจะมองว่า IT แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ถ้ามีมุมมองแบบนี้อย่างเดียวรับรอง ใช้ชีวิตลำบากในบริษัททั่วไป

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ เราต้องตอบคำถามให้ได้ก่อน ว่า เรากำลังทำอะไร พอเราตอบคำถามนี้ได้แล้ว จึงค่อยหาสิ่งที่เหมาะสมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

การนำ IT มาใช้ อย่าคิดว่ามันง่ายขึ้น ดีขึ้น ระบบบางอย่างนำมาใช้แล้ว มีปัญหากับคนกรอกข้อมูล คนใช้ระบบที่เรานำมาใช้ เค้าไม่ได้เป็น IT ระดับเราทุกคนหรอกครับ กรณีศึกษาหลายๆ กรณี ก็จะบอกปัญหาเรือ่งการใช้ IT ในองค์กร ถ้ามันใหม่เกิดไป ยากเกินไป รับรอง เงินที่ลงทุนไปสูญปล่าวแน่นอนครับ แถมคนทำอาจโดนตราหน้าด้วย

อีกอย่าง IT มันแพงมากครับ

บริษัทแห่งหนึ่ง ซื้อ License MSOffice มาใช้่แล้ว ทำการฝึกอบรมพนักงานไรไปซัก 3เดือน ก็เลิก License เพื่อมาใช้ Openoffice แทน เพราะอะไรครับ

MSOffice ดีกว่าทุกอย่าง แถมคุ้นตากว่า Openoffice อีก

ข้อเสียอย่างเดียวคือ มันเสียเงินมากกว่า Open office นี้เป็นอีกตัวอย่างที่นโยบายนั้นเน้นประหยัด แม้คนทำอาจชอบ MSOffice มากกว่าก็ตาม

อันนี้แค่ โปรแกรมออฟฟิตนะครับ ถ้าระบบองค์กรละก็ ต่ำๆ ต้องมี 100 ล้านมาตั้ง ถึงจะติดตั้ง Implement ระบบได้

อย่าง SAP ผมเคยได้ยินคนบอกว่า ถ้า ยอดขายไม่เกิน 100 ล้าน อย่าใช้เลย ไม่คุ้มแน่นอน

แต่ถ้าธุรกิจใช้ระบบพวกนี้ได้ตรงที่ต้องการ มันจะทำประโยชน์ให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาสแน่นอนครับ

เพราะฉนั้น การจะนำ ไอที มาใช้ กับธุรกิจ เราต้องตอบให้ได้ก่อนว่า

ธุรกิจเราทำอะไร แล้ว IT สนับสนุนธุรกิจเราอย่างไร

ถ้าเราทำพวก ผู้ผลิต ก็ ให้ พวกระบบโรงงานมาเป็น IT หลักที่เราต้องทุ่มงบลงไป

ถ้าเราเป็นสินค้าการแข่งขันสูง เน้นพวกลดต้นทุน ก็ไปเน้นพวก SCM

ถ้าเราเป็นสินค้าบริการ เน้นพวก CRM เพื่อมัดใจลูกค้าให้เกิดความภักดี

แต่กรณีที่คิดว่าธุรกิจเราทำพวก IT เทคโนโลยีเป็นหลัก ธุรกิจอย่างนี้ละครับ ที่ต้องให้ IT นำ เช่น พวกบริิษัทเขียนโปรแกรมเป็นต้น เทคโนโลยีอะไรมา เราก็ต้องพัฒนาให้ทัน

ส่วนพวกที่ต้องนำ IT เช่น MicroSoft,Google,Apple พวกนี้เป็นผู้นำในตลาดอยู่แ้ล้วมีหน้าที่่อย่างเดียว คือต้องนำให้ตลอด สิ่งที่ต้องทำคือ คิด นวตกรรม อยู่ตลอดเวลา

อย่างเช่น iPhone ตอนออกใหม่ๆ นับว่าเป็นสุดยอดนวตกรรม การจับ การสไลด์และอื่นๆ แต่ผ่านไป มือถือ เกือบทุกยี้ห้อ ทำได้หมดแล้ว แต่อย่างน้อย ก็ทำให้ Apple ได้กำไรไปอย่างมหาศาล ในช่วงแรกๆ

จากกรณีของ iPhone ทำให้เห็นได้ว่า นวตกรรมที่ดีในอดีต เป็น มาตรฐานให้ปัจจุบัน อาจารย์สอน KM ผม บอกว่า สิ่งที่ได้เปรียบในปัจจุบัน อาจไม่ใช่ความได้เปรียบในอนาคต การแข่งขันในโลกสิ่งเดียวที่ต้องทำคือทำอย่างไรให้ได้เปรียบในการแข่งขันมากที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ธุรกิจนำIT หรือ ITนำธุรกิจ

ในปัจจุบัน การนำ IT มาใช้กับงานต่างๆ อุตสาหกรรมต่างๆ นั้น เห็นได้อยู่ทั่วไปเพราะ IT นั้นช่วยให้งานต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้ได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น

ซึ่ง IT ส่วนใหญ่นั้น พัฒนามาจากแนวความคิดจากทางธุรกิจต่างๆ แล้วนำมาประยุกต์สร้างเป้น Appreciation program นั้นเอง

โดยส่วนใหญ่องค์กรที่ต้องใช้งานแบบพื้นฐาน ได้แก่ โปรแกรม พวกจัดการเอกสาร พวกจัดการงานทั่วไป เป็นต้น โดยพวกยอดนิยม ที่ต้องมี ทุกเครื่องได้แก่

แนวเสียค่า License ได้แก่
- Windows OS
- MS Office


แนว open source ได้แก่
- Linux OS
- Open office

ส่วนระบบอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยงา่น เช่น บัญชี จัดซื้อ HR หรือระบบองค์กรใหญ่ ERP MRP SCM CRM BI KMs เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ระบบพวกนี้พัฒนามาจากแนวคิดของฝั่งธุรกิจโดยนำ IT มาสร้างระบบให้ได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งก็มีทั้งถูกแพงและฟรีเหมือนกัน

บางครั้ง คนอาจสงสัยว่า IT นำ Business หรือ Business นำ IT เป็นสิ่งที่ต้องคิดในการลงทุนด้าน IT

ขออนุญาติเขียนในบทความต่อไปนะครับ